การเผชิญหน้ากับ COVID-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นพลังของคนไทยในการต่อสู้กับวิกฤตหลากหลายรูปแบบ ทั้งความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่เป็นนักรบแนวหน้า รวมถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศ จนทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยกลับมาดีวันดีคืน
จากที่กราฟเคยพุ่งสูงชัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่หลักร้อยคนต่อวันในช่วงปลายเดือนมี.ค. ลดจำนวนเหลือหลักหน่วยต่อวันนับตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.เป็นต้นมา (ข้อมูลถึงวันที่ 3 พ.ค.) จนนำมาสู่ประกาศผ่อนปรนมาตรการปิดพื้นที่และสถานประกอบการบางประเภท เช่น ร้านอาหาร ตลาด ร้านตัดผม กิจการค้าปลีก เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. โดยประเมินผลทุก 14 วัน หากสถานการณ์ระบาดเริ่มกลับมา ต้องทบทวนมาตรการทันที




• อสม.ฮีโร่ด่านหน้าสู้ COVID-19
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีจนเป็นที่ยอมรับ มาจากความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม โดยนอกจากทีมแพทย์และพยาบาลที่ต้องชื่นชมแล้ว ยังมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นมดงานด่านหน้าในการช่วยคัดกรอง เฝ้าระวังระดับพื้นที่ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งพลังแฝงที่ประเทศไทยมี แต่ประเทศอื่นไม่มี จนองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ประจำประเทศไทย ถึงกับให้ความชื่นชมระบบของการดูแลสุขภาพถึงระดับครอบครัวของไทยที่ทำให้ไทยสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การทำหน้าที่อย่างแข็งขันของ อสม.กว่า 1 ล้าน 4 หมื่นคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ อสม. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นจิตอาสาภาคประชาชนที่ได้รับการฝึกอบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีบทบาทหน้าที่สำคัญในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพอนามัย (Change agents) การสื่อข่าวสารสุขภาพ เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ การวางแผน และประสานกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุข ตลอดจนให้บริการสาธารณสุขด้านต่างๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยผ่านการพัฒนาวางรากฐานมากกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2520
ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาด COVID-19 บทบาทของอสม.ทั่วประเทศ ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ในการเป็นด่านหน้าออกเคาะประตูบ้านแล้วเกือบ 12 ล้านหลังคาเรือน ทั้งการเดินสายให้ความรู้ประชาชน เฝ้าระวังการระบาดในพื้นที่ โดยสามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงนำเข้าระบบการรักษาได้ถึง 2,266 คน นับเป็นผลงานระดับโลกที่ WHO กล่าวชื่นชม และเป็นตัวอย่างแนวทางในการควบคุมโรคให้กับหลายประเทศ


ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในทุกด้าน ยังทำให้ได้เห็นการออกมาแสดงสปิริตของบรรดามหาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยเพื่อช่วยเหลือประเทศในช่วงวิกฤต หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 ได้มีจดหมายเปิดผนึกไปถึง 20 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของไทย เพื่อขอให้ร่วมกันเป็นทีมประเทศไทย ใช้ศักยภาพที่แต่ละคนมีช่วยกันทำโครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนที่กำลังเดือดร้อน โดยบรรดามหาเศรษฐีทุกคนที่ได้รับจดหมายต่างประสานเสียงรับ พร้อมทั้งระบุว่าต่อไปจากนี้ หลากหลายกิจกรรมเพื่อสังคมที่แต่ละรายได้ดำเนินการอยู่แล้วทั้งในนามส่วนตัว หรือองค์กร จะถูกนำมาขยายผลต่อยอด ควบคู่กับริเริ่มกิจกรรมใหม่ ตอบสนองเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนผลักดัน อาทิ การสร้างแหล่งน้ำ สร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ส่งหนังสือตอบรับ ยืนยันพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล โดยในส่วนของซีพี ได้ดำเนินการโครงการต่างๆไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท อาทิ การสร้างโรงงานซีพีหน้ากากอนามัยฟรีเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ การสนับสนุนอาหารให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ แจกอุปกรณ์สื่อสารให้โรงพยาบาล ให้ดาต้า หุ่นยนต์ ซิมอินเตอร์เน็ต เป็นต้น โดยโครงการในระยะต่อไปที่เครือซีพีวางแผนดำเนินการเพิ่มเติม อาทิ โครงการปลูกน้ำ พัฒนาแหล่งระบบชลประทานเป็นแก้มลิง 4.0, โครงการเกษตรผสมผสาน ทำโครงการต้นแบบ 4 ประสานเพิ่มรายได้เกษตรกร, โครงการแพลตฟอร์มออนไลน์ เรียนทางไกลและแพทย์ทางไกล, โครงการวิจัยสู้ภัยCOVID-19 ทั้งวิจัย Test kit, วัคซีน และยารักษาโรค
ด้านตระกูล“อยู่วิทยา”เจ้าของกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม‘กระทิงแดง’ ได้ออกโรงเสนอแผนจัดทำโครงการ “พึ่งตน เพื่อชาติ” โดยสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้น 300 ล้านบาท ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำพาคนไทย 1 ล้านคนให้รอดพ้นจากความอดอยาก
ตระกูล“โอสถานุเคราะห์”เจ้าของธุรกิจกลุ่ม“โอสถสภา”จัดสรรเงิน 100 ล้านบาททำโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
ตระกูล“รักศรีอักษร”กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 1.4 พันล้านบาท เดินหน้าโครงการเพื่อสังคม ทั้งสานต่อโครงการเดิม และขับเคลื่อนโครงการใหม่เพิ่มเติมรับ COVID-19 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับศักยภาพของสินค้าไทย โครงการสนับสนุนด้านการแพทย์ การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย เป็นต้น
• น้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน
การแสดงสปิริตช่วยชาติ ไม่ได้จำกัดแค่แวดวงมหาเศรษฐีที่ได้รับจดหมายเปิดผนึกจากนายกฯเท่านั้น แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ ยังได้เห็นพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ต่างดึงศักยภาพ ความสามารถและทรัพยากรที่มีในมือเข้ามามีส่วนร่วมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศออกจากวิกฤต
ทั้งหน่วยงานต่างๆที่ร่วมออกมาบริจาคทั้งเงิน และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการต่อสู้กับไวรัส COVID-19 อาทิ กลุ่มมิตรผล และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุน“มิตรผล-บ้านปู รวมใจช่วยไทยสู้ภัย COVID-19” มูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จำเป็นในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด
ด้านสถาบันการเงินต่างๆ ได้พร้อมใจกันออกมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ ทั้งการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีบรรดาภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้าและห้างค้าปลีกที่จับมือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ลดราคาสินค้าในกลุ่มข้าวสาร อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ


ในยามวิกฤต COVID-19 ที่หลายธุรกิจต้องหยุดนิ่ง หลายคนตกงาน ขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพ ยังทำให้ได้เห็นธารน้ำใจคนไทยที่ออกมาช่วยเหลือกันในยามยาก คนที่มีเยอะกว่า หรือพอประคองตัวได้ ก็ออกมามาช่วยคนที่มีน้อยกว่า เรียกว่าช่วยกันคนละไม้ละมือ มีทั้งบรรดาร้านอาหารและผู้ประกอบการหลายราย รวมถึงจิตอาสาที่ร่วมมือกันเปิดโรงครัวแจกอาหารฟรีให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 บรรดากลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมที่ร่วมเป็นจิตอาสาเปิดห้องพักเป็นโรงพยาบาลสนาม รวมถึงเปิดสถานที่บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์
การระบาดของ COVID-19 เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาจะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้สามารถเอาชนะได้ทุกวิกฤต เราหวังว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 จะสิ้นสุดลงเร็วๆ นี้ และทำให้คนไทยและคนทั่วโลกกลับมายิ้มกว้างได้เหมือนเดิมอีกครั้ง






