

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ ความสำคัญของจีนได้เข้ามามีบทบาทในหลายแวดวง แม้แต่การเป็น“ตลาดใหญ่”ที่สำคัญของมหาวิทยาลัยเอกชนของไทย
ก้าวใหม่ของมหาวิทยาลัยเกริกในยุคลมเปลี่ยนทิศ ภายหลังการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นสู่การร่วมทุนกับจีน ภายใต้การนำของอธิการบดีคนใหม่อย่าง ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ จึงนับเป็นก้าวที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
อะไร? ที่ทำให้นักบริหารอาวุโสที่มากความสามารถท่านนี้ ตัดสินใจก้าวเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเกริกยุคใหม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?
จุดเริ่มต้นการตัดสินใจก้าวมารับตำแหน่งอธิการบดี
ผมเข้ามาบริหารที่นี่ได้ 2 ปีเศษแล้ว ในอดีตมหาวิทยาลัยเกริกเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของไทยที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านการศึกษาภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากจำนวนนักศึกษาในไทยลดลง ทำให้มหาวิทยาลัยประสบปัญหาด้านการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเกริกไม่เคยเสียหาย เมื่อได้รับโอกาสเข้ามาทำงาน ผมจึงอยากผลักดันให้มหาวิทยาลัยเกริกมีความก้าวหน้า ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นสากลในยุคที่จีนมีบทบาทมากขึ้น เพราะถ้าเราสามารถพัฒนามหาวิทยาลัยเกริกซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ให้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับโดยความร่วมมือกับจีน จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมาก
จุดเปลี่ยนหลังเปิดรับพันธมิตรใหม่จากจีน ในช่วงที่อาจารย์เข้ามาบริหาร มหาวิทยาลัยเกริกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?
เราได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน และพัฒนาหลักสูตรที่มีความเป็นสากล ทันสมัย สอดรับความสนใจและความต้องการของคนรุ่นใหม่ เพิ่มหลักสูตรปริญญาตรี โทและเอก ภาษาจีน รวมถึงมีการปรับปรุงสถานที่ อาคารเรียน สภาพแวดล้อม และการเรียนการสอนที่มีความเป็นนานาชาติ ทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ
หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลง เราได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักศึกษาจีนที่สนใจสมัครเข้ามาเรียนหลักสูตรต่างๆทั้งปริญญาตรี โท เอก มากถึงพันกว่าคนในปีแรก ส่วนในปีนี้ มีนักศึกษาใหม่จากจีนที่สมัครมาพันกว่าคนเช่นกัน แต่ที่ลงทะเบียนเรียนและจ่ายค่าเล่าเรียนแล้วมีประมาณ 500-600 คน เนื่องจากมีวิกฤตการแพร่ระบาดโควิดแทรกเข้ามา ทำให้คนที่สมัครไว้แล้วบางส่วนติดขัดเรื่องการประสานงาน
สมมติฐานที่เราตั้งไว้ว่า คนจีนยังมีความสนใจอยากมาเรียนเมืองไทยจึงเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ แต่เราต้องมีหลักสูตรที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของคนจีนรุ่นใหม่ด้วย
นอกจากนักศึกษาจีนแล้ว เรายังมีกลุ่มนักศึกษาไทยที่สนใจเรียนภาษาจีน หรือหลักสูตรจีน ที่สนใจมาเรียนที่นี่เช่นกัน เพราะเห็นว่า อยู่เมืองไทยก็สามารถเรียนภาษาจีน โดยได้ทั้งความรู้ และได้รู้จักเพื่อนคนจีนด้วย โดยไม่ต้องบินไปเรียนถึงที่จีน
ทำไมนักศึกษาจีนถึงสนใจอยากมาเรียนเมืองไทย
ผมเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีน คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์กันทั้งโดยสายเลือดและประวัติศาสตร์ มีการค้าขายทำธุรกิจ ติดต่อสัมพันธ์กันมายาวนาน อีกทั้งประเทศไทยยังเดินทางสะดวก มีค่าใช้จ่ายที่ถูก และเป็นประเทศที่เปิดกว้างยินดีต้อนรับคนต่างชาติอย่างอ่อนน้อมเป็นมิตรด้วยวัฒนธรรมอันดีงาม
สอง..นโยบายวันนี้ของจีน ส่งเสริมให้คนจีนออกไปศึกษาในต่างประเทศมากขึ้น สาม..ในแต่ละปีประเทศจีนมีนักเรียนจบม.6 ประมาณ 9 ล้านคน แต่มหาวิทยาลัยของจีนสามารถรองรับได้ประมาณ 6 ล้านคน เหลืออีก 3 ล้านคน ตรงนี้จึงถือเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย หากมีเครื่องมือในการประสานงานและมีการตลาดที่เหมาะสม เพราะไทยยังมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนอีกหลายแห่งที่สามารถจะรองรับนักศึกษาจากจีนได้อย่างดี ผมคิดว่าเรื่องนี้ ทางราชการไทยคงกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทั้งด้านนโยบาย วิธีการ รวมทั้งกฎหมายบางอย่างทีเกี่ยวข้องด้วย
มุมมองต่อโอกาสและแนวโน้มการเติบโตของนักศึกษาจีนในไทย
แนวโน้มนักศึกษาจีนที่จะเข้ามาเรียนในไทยยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้ามองแบบระยะสั้น อย่างน้อยภายในช่วง 5 ปีนี้ ผมเชื่อว่าจะยังมีนักศึกษาจีนจำนวนมากที่หลั่งไหลมาเรียนในประเทศไทย รวมถึงอาเซียน และทั่วโลก
อีกทั้งนโยบายของจีน โดยเฉพาะท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็สนับสนุนให้นักศึกษาจีนไปเรียนต่างประเทศมากขึ้น จีนจะสร้างมหาวิทยาลัยใหม่เพิ่มเองก็ได้ แต่เขามองว่า มหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานมีอยู่แล้วทั่วโลก คนจีนสามารถไปเรียนได้ทุกแห่ง ซึ่งถือเป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้ออกไปรู้จักโลกภายนอกดียิ่งขึ้น ได้ไปเรียนรู้สังคม ภาษา วัฒนธรรม ประเพณีในประเทศต่างๆ และกลับไปทำประโยชน์ให้กับประเทศจีน ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนและผู้นำจีนมองลึกและมองไกล ขณะเดียวกัน จีนก็สนับสนุนให้ทุนนักศึกษาทั่วโลกได้ไปศึกษาในประเทศจีน นับว่าเป็นนโยบายเปิดประเทศที่สำคัญมาก
นักศึกษาจีนที่มาเรียนในไทย ส่วนใหญ่มาจากไหน ?
นักศึกษาจีนที่มาเรียนกับเรา ไม่ได้มีแค่เฉพาะจากมณฑลตอนใต้ที่อยู่ใกล้ไทย แต่มาจากทั่วทุกที่ ซึ่งต้องให้เครดิต ท่านอาจารย์หวัง ฉางหมิง ซึ่งมีเครือข่ายบริษัทส่งเสริมการศึกษาระหว่างประเทศ 28 แห่งกระจายอยู่ตามมณฑลต่างๆทั่วจีน พร้อมทั้งทีมงานที่มีความสามารถและประสบการณ์ทำหน้าที่ประสานงานด้านการตลาด
จุดเด่นของมหาวิทยาลัยเกริก คือทำเลที่ตั้งอยู่กลางเมืองกรุงเทพมหานคร เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นสถาบันการศึกษาที่ประวัติยาวนาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ปัจจุบัน เรายังมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับความต้องการของคนจีน นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้ให้การยอมรับมหาวิทยาลัยเกริกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานสูง ดังนั้น คนที่สำเร็จการศึกษาจากที่นี่ ไม่ว่าจะปริญญาตรี โท เอก เมื่อกลับไปจีน ก็สามารถไปเทียบโอน เรียนต่อ หรือรับราชการได้เลย
การปรับตัวของมหาวิทยาลัยเกริกเพื่อรับโอกาสและความท้าทายจากจีน
จากแนวโน้มการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของจีนในหลายๆด้าน ทำให้เราต้องเร่งพัฒนาการศึกษาให้สอดรับเท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนโยบาย One Belt One Road หรือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งเป็นการริเริ่มของประเทศจีน แต่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศอาเซียนรวมถึงไทย ทำอย่างไรถึงจะเตรียมพร้อมให้นักศึกษารวมถึงอาจารย์ได้ศึกษาและเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ซึ่งประเทศจีนให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาต่อไปที่จะเกิดขึ้นระหว่างกันในอนาคต ทั้งเรื่อง One Belt One Road จึงล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีความสำคัญ
เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยเกริกยังได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในการพัฒนาหลักสูตรการจัดการสาธารณสุข(นานาชาติ)ในระดับปริญญาโท เพื่อรองรับความต้องการด้านการศึกษาของนักศึกษาจากจีน โดยเป็นหลักสูตร 1 ปี 3 เดือน เมื่อจบแล้วได้ปริญญา 2 ใบ หลังจากวิกฤตโควิด ผมเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างไทย-จีนจะยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุข ซึ่งสถาบันการศึกษาของเราสามารถที่จะเข้ามามีส่วนช่วยเชื่อมโยงในเรื่องนี้ได้มาก
นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะขยายวิทยาเขตในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยเกริกมีที่ดินอยู่แล้ว 60 กว่าไร่ในจ.อยุธยาที่พร้อมจะพัฒนาเป็นวิทยาเขตรองรับนักศึกษาไทยจีนที่จะเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม
ผมคิดว่าโอกาสที่ไทยและจีนจะร่วมมือกันทางด้านการศึกษายังมีอีกมาก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางเยือนจีนแทบทุกมณฑล และได้ทำ MOU ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในจีนนับร้อยแห่ง ทำให้ผมได้เห็นถึงความตื่นตัวของอาจารย์และนักวิชาการของจีนที่ให้ความสนใจประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของไทยและจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทย จีน และอาเซียน
ปณิธานการทำงานด้านการศึกษากับชีวิตที่ไม่มีคำว่าเกษียณ
ในชีวิตของ ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ ผ่านการทำงานมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งการเป็น “คุณหมอ” เจ้าของรางวัลแมกไซไซที่อุทิศตนเพื่อคนยากไร้ในชนบท เป็นนักการเมือง “น้ำดี” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย และอีกหลายกระทรวง รวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นต้น
นอกจากชีวิตนี้จะไม่เคยมีคำว่า “เกษียณ” แล้ว ในวัย 86 ปี ของศ.ดร.นพ.กระแส ยังคงไฟแรงอุทิศตนทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาของไทย ซึ่งเป็นงานที่ทำด้วยความรักและศรัทธา อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาสังคมไทยและนานาชาติอีกด้วย เช่น เป็นประธานมูลนิธิศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และประธานมูลนิธิรักษ์ไทย (CARE International) เป็นต้น
“ ด้วยความที่ผมเกิดมาในชนบทและเคยทำงานเป็นหมอในชนบท ทำให้ผมเชื่อว่า “การศึกษาของชาวชนบท คือ อนาคตของประเทศไทย” นอกจากนี้ ผมยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษายุคใหม่ที่ต้องเน้นการพัฒนาภาวะผู้นำเป็นพิเศษจึงจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง นั่นคือ การได้ช่วยให้คนอื่นดีขึ้นและทำให้ตัวเองได้มีความสุขไปด้วย การจัดตั้งสถาบันพัฒนาภาวะผู้นำมหาวิทยาลัยเกริก จึงเป็นแนวคิดที่ผมได้ริเริ่มขึ้น เพราะอยากเห็นการพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในทุกสาขาอาชีพ” ศ.ดร.นพ.กระแส กล่าว
“ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับการพัฒนาแห่งอนาคต เราจึงตั้ง สถาบัน Thai China ASEAN และ สถาบันการจัดการความปลอดภัย ขึ้นด้วย” อาจารย์ “หมอแมกไซไซ” กล่าวสรุป
สถาบันการจัดการความปลอดภัยแห่งมหาวิทยาลัยเกริก เป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญที่ ศ.ดร.นพ.กระแส ได้เข้ามาริเริ่มขับเคลื่อน ซึ่งมาจากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ยาวนานกว่า 25 ปี จึงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ฯลฯ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ท้ายที่สุด ศ.ดร.นพ.กระแส ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันมหาวิทยาลัยเกริกให้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ทั้งไทย จีน และอาเซียน
“ เรื่องต่างๆที่กล่าวมาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะต้องเอาการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องให้ได้ โดยใช้มหาวิทยาลัย และใช้เครือข่ายในเมืองไทย สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ทั้งด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม… นี่คือความเชื่อ นี่คือความตั้งใจและเต็มใจของผมที่จะทำให้เกิดขึ้น” ศ.ดร.นพ.กระแส กล่าวในที่สุด






